จงเชื่อว่า “เราต้องทำได้”

จงเชื่อว่า “เราต้องทำได้”

เขียนโดย…ณรงค์วิทย์ แสนทอง วิทยากร ที่ปรึกษา นักเขียนอิสระ

ถ้าเราขับรถเข้าป่าไปและไปเจอต้นไม้ล้มขวางถนนอยู่ ถ้าเราคิดว่าคงไปต่อไม่ได้แน่ๆ เราอาจจะตัดสินใจถอยรถกลับบ้านไปเลย แต่…ถ้าใจเราคิดว่าเราต้องไปให้ได้ สมองของเราก็จะทำงานต่อโดยพยายามหาหนทางที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านต้นไม้ที่ล้มขวางไปได้ เช่น

ลองหาเครื่องมือที่พอมีอยู่ในรถมาจัดการกับกิ่งไม้เล็กๆก่อนเผื่อว่าอาจจะพอมีช่องให้รถเราผ่านไปได้

นั่งรอจนกว่ามีคนมาช่วยจัดการนำเอาต้นไม้นี้ออกไป

รอผู้ใช้รถคันอื่นมาสมทบและค่อยช่วยกันยกต้นไม้ออกไป เพราะเส้นทางนี้คงไม่มีแค่เพียงเราเท่านั้นที่ต้องผ่าน

เดินไปขอความช่วยเหลือหรือยืมเครื่องมือจากชาวบ้านแถวนั้น ลองเดินลงไปสำรวจดูว่าทางเบี่ยงข้างๆถนนที่รถเราน่าจะพอผ่านไปได้บ้างหรือไม่

จะโทรไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่

ดูแผนที่เพื่อดูว่ามีเส้นทางอื่นอีกหรือไม่ที่สามารถไปถึงจุดหมายที่เราต้องการจะไปได้ เช่น ทางลัดที่เป็นถนนเส้นเล็กๆ หรือเส้นทางอื่นที่อาจจะมี ระยะทางไกลกว่า

การดำเนินชีวิตของคนเรา คงไม่แตกต่างอะไรจากตัวอย่างนี้ เพราะในทุกวันเรามักจะประสบพบเจอกับปัญหาอุปสรรคมากมาย มีทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก มีทั้งเรื่องที่เจอบ่อยและไม่บ่อย และหลายครั้งที่เรายอมแพ้ปัญหาเพราะใจเราไม่สู้ พอใจไม่สู้คิดว่าทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ สมองของเราก็จะปิดประตูไม่คิดอะไรอีกต่อไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ใจเราบอกว่าต้องเป็นไปได้ น่าจะพอมีหนทางแก้ไขได้ สมองของเราก็จะรับคำสั่งไปดำเนินการคิดหาหนทางต่อจนกว่าจะได้คำตอบหรือจนกว่าจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้จริงๆเหมือนที่ใจเราคิดตั้งแต่แรก

คนหลายคนที่ไม่สามารถสานฝันให้เป็นจริงได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง เขาไม่มีโอกาส แต่…เขามักจะทำลายโอกาสในชีวิตด้วยการสะสมสารพัดข้ออ้างไว้มากเกินไป เช่น

อยากทำธุรกิจส่วนตัว แต่คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะเราไม่มีเงินทุนเพียงพอ

อยากออกจากงานประจำไปทำอาชีพอิสระ แต่กลัวว่าไม่มั่นคง รายได้ไม่แน่นอน

อยากจะเรียนต่อ แต่คงจะยากเพราะไม่มีเวลาและบริษัทคงไม่อนุญาตให้เรียน

อยากจะทำสวนแต่ไม่มีที่ดิน เงินก็ไม่มี คงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

ข้ออ้างเหล่านี้ มักจะตัดโอกาสดีๆในชีวิตของเราทิ้งไปเยอะมาก ข้ออ้างหลายอย่างเกิดจากความรู้สึกของตัวเราเองเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากข้อมูลและข้อเท็จจริงอะไรเลย บางข้ออ้างได้รับอิทธิพลมาจากคนอื่น เช่น เพื่อนเราออกจากงานประจำไปทำธุรกิจส่วนตัว ปรากฏว่าทำได้ไม่นานธุรกิจไปไม่รอด กลับมาทำงานเป็นลูกจ้างเหมือนเดิม และหางานยากกว่าเดิมอีก โดยที่เรายังไม่ได้วิเคราะห์ว่าตัวเรากับเพื่อนเราคนนั้นมีอะไรเหมือนหรือต่างกันบ้าง หรือมีอะไรบ้างที่เพื่อนเราผิดพลาดไปแต่เราสามารถนำมาป้องกันแก้ไขได้

เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถลด ละ เลิกการสะสมข้ออ้าง หรือกำจัดข้ออ้างที่มีอยู่ในชีวิตและทำให้ชีวิตก้าวหน้ากว่าที่ควรจะเป็น ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

ตรวจสอบดูว่าปัจจุบันเรายังมีความฝันหรือเป้าหมายอะไรบ้างที่เรายังไปไม่ถึงหรือยังไม่เป็นจริง ทั้งนี้ เพื่อให้ทราบว่าเป้าหมายในชีวิต ณ เวลานี้ มีอะไรบ้าง แต่ละเรื่องเราต้องการไปให้ถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ เช่น เราอยากศึกษาต่อ เราอยากมี บ้านเป็นของตัวเอง ฯลฯ และถ้าเป็นไปได้ ลองคิดย้อนกลับไปหาความฝันบางเรื่องที่เราเคยตัดใจลบทิ้งไปแล้วด้วยว่ามีอะไรบ้าง เพราะบางเรื่อง อาจจะยังมีหนทางที่พอเป็นไปได้ พูดง่ายๆคือเรารีบกำจัดความฝันด้วยการฟันหน่อของความฝันทิ้งตั้งแต่เพิ่งงอกออกมาจากหัว เช่น เราเคยคิด อยากจะเป็นดารา/นักการเมืองตอนที่เรายังหนุ่มๆหรือเป็นวัยรุ่น เราเคยคิดอยากจะไปทำงานเมืองนอก ฯลฯ แต่ตอนนี้เราเลิกคิดไปหมดแล้ว

รวบรวมข้ออ้างที่ทำให้ความฝันของเรายังไม่เป็นจริง ขอให้วิเคราะห์ดูว่าความฝันหรือเป้าหมายในชีวิตที่เราเคยกำจัดทิ้งไปแล้วหรือยังค้างคาอยู่ในใจในปัจจุบัน แต่ละข้อนั้นเรามีข้ออ้างอะไร เช่น เราเป็นดาราไม่ได้แน่ๆเพราะตอนนี้แก่แล้ว หรือเราคงจะร่ำรวยไม่ได้หรอกเพราะเราทำงานกินเงินเดือน เราคงจะไม่ได้เรียนต่อเมืองนอกแล้วแน่ๆ เพราะมีครอบครัวแล้ว ลูกก็เล็กอยู่ ฯลฯ ซึ่งอาจจะทำสรุปข้ออ้างกับเป้าหมายในชีวิตออกมาเป็นตารางเพื่อดูว่าข้ออ้างอะไรบ้างที่ขัดขวางเป้าหมายในชีวิต เพราะข้ออ้างบางเรื่องอาจจะขัดขวางเป้าหมายในชีวิตมากกว่าหนึ่งเป้าหมายก็ได้ เช่น เราไม่มีเงินอาจจะขัดขวางทั้งเป้าหมายในการศึกษาต่อ เป้าหมายในการทำธุรกิจส่วนตัว ฯลฯ

กำจัดข้ออ้าง จริงๆแล้วข้ออ้างคือตัวถ่วงในชีวิตของคนเราที่สำคัญมาก ดังนั้น จึงขอแนะนำให้กำจัดข้ออ้างในชีวิตให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุด โดยวิธีการในการกำจัดข้ออ้างที่ดีที่สุดคือ

ให้ตอบคำถามว่า “มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่” ให้เราเริ่มต้นจากการนำเอาเป้าหมายแต่ละข้อพร้อมกับข้ออ้างที่เรารวบรวมมาได้ ลองนำมาถามตัวเองว่าโอกาสที่จะทำให้เป้าหมายในชีวิตเรื่องนั้นๆเป็นจริงมีหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “เป็นไปไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” ด้วยเหตุด้วยผล เช่น เราเป็นทหารไม่ได้แน่นอนเพราะเราเป็นคนพิการแขนและขา เราอยากจะเป็นนักสำรวจอวกาศขององค์กรนาซ่า แต่คงเป็นไปไมได้หรอกเพราะตอนนี้เราอายุ 50 แล้วและมีความรู้แค่เพียง ป.4 ฯลฯ ขอให้ลบความฝันเหล่านี้ทิ้งไปเลยไม่ต้องเก็บมาหลอกหลอนตัวเองอีกต่อไป เพราะยังไงก็เป็นไปไม่ได้แน่ๆ คิดหาทางออกให้คำถามที่ตอบว่า “น่าจะพอมีโอกาสเป็นไปได้บ้าง” เป้าหมายชีวิตข้อใดที่เราคิดว่าพอมีหนทางเป็นไปได้บ้างแม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิดก็ให้นำมาคิดต่อว่ามีทางเลือกหรือแนวทางอะไรบ้าง เช่น โอกาสที่เราจะได้เป็นนักการเมืองระดับชาติ น่าจะพอเป็นไปได้ แม้ว่าเราไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อนและไม่มีฐานเสียงอะไรมาก่อน สำหรับแนวทางก็พอมีบ้าง เช่น ลงเลือกตั้งในช่วงที่พรรคฝ่ายค้านประท้วงไม่ลงสมัครเหมือนที่คนบางคนได้คะแนนเพียงไม่กี่พันคะแนนก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้ หรือไปแต่งงานกับลูกนักการเมืองที่เขามีฐานเสียงดีอยู่แล้ว หรือไปทำงานด้านมูลนิธิเพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น หรือไปเป็นที่ปรึกษาผู้ใกล้ชิดกับนักการเมืองที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว หรือไปทำงานเกี่ยวกับอาชีพที่คนรู้จักมาก เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร ฯลฯ แล้วค่อยไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกที่ไม่ต้องสังกัดพรรคและใครก็สมัครได้ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วน โอกาสที่เราจะศึกษาต่อเมืองนอก แม้ว่าเราจะมีครอบครัวแล้วก็น่าจะพอเป็นไปได้ เช่น เลือกไปทำงานกับบริษัทต่างชาติที่มีโอกาสย้ายเราและครอบครัว ไปทำงานต่างประเทศก่อนและค่อยหาหนทางในการศึกษาต่อต่อไป หรือสอบชิงทุนการศึกษาต่างประเทศ หรือทำงานกับบริษัทที่มีทุนเรียนต่อต่างประเทศในขณะเดียวกันก็ยังมีเงินเดือนเลี้ยงครอบครัวอยู่ด้วย หรือเก็บเงินและเรียนทางไกลกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศผ่านอินเตอร์เน็ตโดยไม่ต้องไปอยู่ประจำ แต่สามารถเรียนต่อได้ ทำงานไปด้วยก็ได้ สรุป ข้ออ้างในชีวิตของเราจะหมดไปด้วยการ ลบเป้าหมายที่ไม่มีทางเป็นไปได้จริงๆออกไปจากชีวิต และให้เปลี่ยน “ข้ออ้าง” ของเป้าหมายชีวิตที่พอมีหนทางเป็นไปได้ ให้เป็น “แนวทาง” ถึงเวลานี้ชีวิตเราก็คงจะไม่มีข้ออ้างหลงเหลืออยู่เลยหรือจะมีก็คงจะมีน้อยมาก หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะลองนำแนวทางนี้ไปใช้ในการกำจัดข้ออ้าง เพื่อกรุยทางสร้างความฝันในชีวิตของท่านให้เป็นจริงได้มากยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา :  http://www.peoplevalue.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=539103668&Ntype=1

FacebookEmailHotmailDiggYahoo MessengerTwitterMessengerShare

ฝึกจิตให้คิดมุมบวก โดยท่านว.วชิรเมธี

มาฟังเรื่องเล่าดี ๆ จากท่าน ว.วชิรเมธีกัน

ผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนรักกันมากวันหนึ่งเดินผ่านแผงล็อตเตอรี่ที่ถนนราชดำเนินก็คุยกัน ถ้าฉันซื้อล็อตเตอรี่ถูกรางวัลที่ 1 ฉันจะซื้อรถเบนซ์เอาระดับ 5 ล้าน เพื่อนอีกคนก็บอกว่าแล้วรถของแกจะให้ฉันนั่งไหม เพื่อนบอกว่าแกจะนั่งรถฉันได้ไง แกก็ต้องหัดซื้อรถเอง ก็ได้ งั้นฉันก็จะซื้อล็อตเตอรี่เหมือนกัน ถ้าฉันถูกรางวัลที่ 1 ฉันจะสร้างถนนให้เจ๋งที่สุดเลย แล้วจะสร้างทางด่วนด้วย เก็บตังค์

แกจะสร้างทางด่วนใช่ไหม ใช่ ทีนี้รถเบนซ์ของฉันมันวิ่งผ่านทางด่วนแกได้หรือเปล่า เรื่องอะไรฉันจะให้รถแกมาวิ่ง ทำไมแกไม่ให้วิ่ง ก็แกไม่อยากให้ฉันมานั่งรถแกทำไม พูดยังงี้ก้อสวยซี เอาไงก็เอากันซีวะ สักพักต่อยกันผัวะเลย เลือดกบปากคนขายล็อตเตอรี่เข้ามาห้าม พี่ ใจเย็นๆ ก็ได้ ทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ก็ไอ้หมอนี่มันไม่ให้ฉันนั่งรถมัน ก็มันน่ะซีไม่ให้ฉันเอารถไปวิ่งบนถนนของมัน แล้วรถคุณอยู่ไหน ยังไม่ได้ซื้อ ถนนคุณอยู่ไหน ยังไม่ได้ซื้อล็อตเตอรี่เลย

คนขายถึงกับสังเวช เพราะอะไร ความคิดฟุ้งซ่าน คุณโยมเห็นหรือยัง มนุษย์เราเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน อาตมาเคยเจอวัยรุ่นคนหนึ่งที่มาทำสังฆทานกับอาตมา น้ำหูน้ำตาไหล อาตมาถามว่าทำไมน้ำตาไหล อกหักครับพระอาจารย์ อกหักยังไง แฟนบอกเลิกหรือ ไม่ได้บอกเลิกครับ แต่ว่าผมจีบเขาข้างเดียวมาครึ่งปีแล้ว แล้วยังไงต่อ วันหนึ่งผมมาค้นพบความจริงว่าเธอมีแฟนแล้วครับ ผมก็เลยรู้สึกว่าผมมันอกหักไปแล้ว

นี่ขนาดผู้หญิงเขาไม่รู้เรื่องเลยนะ ถึงขั้นทำสังฆทานคิดดูซิ ยังปากดีนะคุณโยมนะ บอกอาตมาว่าผู้หญิงคนนั้นชวดโอกาสเจอคนที่ดีที่สุดไปแล้ว นี่สะท้อนความคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ผลอะไร ฉะนั้นถ้าเราจะคิดต้องคิดให้เป็น จะคิดให้เป็นต้องคิดเชิงบวก

แต่ก่อนจะคิดเชิงบวกก็จะบอกวิธีคิดเชิงลบก่อน วิธีคิดเชิงลบคือคิดแล้วตัวเองแย่ คิดแล้วคุณภาพชีวิตไม่ดี คิดแล้วต่ำต้อย คิดแล้วมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองเลย

คนที่คิดในเชิงลบอย่างนี้ ไปอยู่ที่ไหนก็ทำให้อะไรมันแย่ลง เช่นนั่งรถจากกรุงเทพฯ มานี่ก็ประมาณชั่วโมงหนึ่ง ถ้าคิดลบก็จะมองว่าเป็นกรรมของฉันนั่งรถจากฝั่งธนมาทำงานที่นี่ จะไม่ทำก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่มีกิน ทนลำบากตรากตรำแทบล้มประดาตายนั่งรถเมล์มา รถเมล์ก็ร้อนเหมือนกับนั่งอยู่บนเตาอบมาทำงานเพื่อนร่วมงานก็ทำตัวเป็นเจ้ากรรมนายเวร อยากจะลาออกวันละ 10 หน ชีวิตก็แย่มากๆ นี่คือคิดลบ

แต่ถ้าคิดบวกนะ อยู่ฝั่งธนนั่งรถมาทำงานที่นี่ทุกๆวัน ฉันได้บำเพ็ญขันติบารมี ในเมืองไทยใครจะโชคดีเท่าฉัน ฉันนั่งรถทุกเช้าทุกเย็น แล้วแต่ละวันฉันได้เจอเพื่อนใหม่ๆ บนรถเมล์ตลอดเวลา แล้วนั่งจากฝั่งธนมาถึงที่นี่ฉันได้เห็นคน เห็นบ้าน เห็นเมือง เห็นอะไรเยอะแยะไปหมดเลย ชีวิตรื่นรมย์มาก พอมาทำงานปุ๊บเพื่อนร่วมงานที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของฉันมีอยู่ทุกที่เลย การที่เขาอิจฉาเรา แสดงว่าเราจะต้องเป็นคนเก่งจริง ไม่งั้นไม่มีใครเสียเวลาอิจฉาเราแน่ๆ

ขอบคุณ

http://board.palungjit.com/

 

FacebookEmailHotmailDiggYahoo MessengerTwitterMessengerShare

คบเพื่อนคิดบวกเพื่อสร้างนิสัยการคิดเชิงบวก

“คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” ก็ยังใช้ได้กับสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัยนะครับ เช่นเดียวกันกับการที่เราจะพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีความคิดเชิงบวก เราก็คงจะต้องถือคติ “คบคนคิดลบ คนคิดลบจะพาไปหาทุกข์ คบคนคิดบวก คนคิดบวกจะพาไปหาโอกาสแห่งความสุข” ถึงแม้จะไม่เหมือนแต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้นะครับ

ถ้าเพื่อนๆหรือคนรอบข้างของเราเป็นคนคิดลบ นินทาคนอื่นทั้งวัน คิดแต่สิ่งที่ไม่ดี ชอบมองโลกในแง่ลบ คิดว่าคนอื่นไม่ดี(ตัวเองดีอยู่คนเดียว) มองอะไรไม่ค่อยสร้างสรรค์ วันๆเอาแต่ติแบบไม่ก่อ รับรองได้ว่าวันๆชีวิตเราจะมีแต่เรื่องลบๆเข้ามาเก็บไว้ในหัวและในใจ คงไม่ต่างอะไรจากถังขยะที่ใส่แต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์

แต่ถ้าเพื่อนๆหรือคนรอบข้างของเรามีแต่คนคิดบวก คิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่มองทุกอย่างเป็นโอกาส เป็นคนที่สรรหาแต่สิ่งดีๆเข้าในชีวิต เช่น วันๆก็คุยกันเรื่องที่ดีๆ เรื่องที่สร้างกำลังใจ เรื่องพัฒนาคน ปรับปรุงงาน เรื่องชื่นชมความดีของคนอื่น ชื่นชมความสำเร็จของคนอื่น เล่าสู่กันฟังเรื่องความภูมิใจในชีวิตของตัวเอง ฯลฯ รับรองได้ว่าเรามีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในหัวและในใจอย่างแน่นอน เมื่อเราอยู่ในสังคมที่เป็นบวกไปนานๆ เราก็จะปรับตัวและซึมซับเอาลักษณะการคิดเชิงบวกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น ถ้าใครต้องการที่จะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นคนคิดเชิงบวก อย่างแรกสุดคือการเลือกคบคน เลือกอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่เป็นคนคิดเชิงบวกก่อน เท่ากับเป็นการเลือกสภาพแวดล้อมก่อน ก่อนที่จะเข้ามาพัฒนาที่ตัวของเราเองในลำดับต่อไป

ที่มา : http://www.peoplevalue.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=539104591&Ntype=7

FacebookEmailHotmailDiggYahoo MessengerTwitterMessengerShare